วิธีการคำนวนภาษี
ก่อนที่เราจะไปดูแผนประกันเพื่อลดหย่อนภาษี เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการคำนวนภาษีกันคร่าวๆนะครับ
เงินได้สุทธิ
สำหรับเงินได้สุทธิคือเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ที่เราจะนำไปเข้าตารางการคำนวนภาษีตามขั้นมีสูตรดังนี้
” เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน “
ค่าลดหย่อน คือ
รายการที่กฎหมายกำหนดให้เราสามารถนำไปหักจากเงินได้อีกทีหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ซึ่งจะช่วยให้เราเสียภาษีน้อยลง
ภาษีที่ต้องจ่าย
จะเป็นจำนวนเงินที่เรานำเงินได้สุทธิมาคูณอัตราภาษีแล้วรวมกันเข้าไปเป็นฐานภาษีที่เราต้องจ่าย
” ภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี “
ตารางคำนวณฐานภาษี 2568

ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถคำนวนภาษีได้ง่ายขึ้นจากการคำนวนผ่านหน้าเว็บไซต์ได้เลย
ประกันลดหย่อนภาษี 2568 ตัวไหนดี
ในบทความนี้เราจะเน้นรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องแบบประกันลดหย่อนภาษี ในปี 2568 ตัวไหนดี น่านำมาวางแผนการลดหย่อนจะมี 3 แบบหลักๆ ดังนี้
- ประกันชีวิตทั่วไป
- ประกันบำนาญ
- ประกันสุขภาพ
ประกันชีวิตทั่วไป
สำหรับประกันชีวิตทั่วไปที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ได้แก่
- ประกันแบบชั่วระยะเวลา
- ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ
- ประกันชีวิตสะสมทรัพย์
- ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) สำหรับประกัน Unit linked ส่วนที่นำมาลดหย่อนได้จะเป็นค่าการประกันภัยและค่าใช้จ่ายอื่นๆของกรมธรรม์ แต่ในส่วนของเงินที่นำไปลงทุนในกองทุนรวมนั้นยังไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้
ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไปนี้จะสามารถนำมาลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท และประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ก็สามารถลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท
โดยเงื่อนไขแบบประกันที่ใช้สำหรับลดหย่อนภาษี คือ
- ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองไม่น้อยกว่า 10 ปี
- หากมีเงินคืนทุกปี เงินคืนจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันรายปี
- กรณีไม่ได้จ่ายเงินคืนทุกปี แต่คืนตามช่วงระยะเวลาที่บริษัทประกันภัยกำหนด เช่น คืนทุก 2 ปี, 3 ปี หรือ 5 ปี เป็นต้น เงินคืนจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมของแต่ละช่วงระยะเวลาที่ผู้รับประกันภัยกำหนดให้มีการจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคื
ประกันบำนาญ
ประกันชีวิตแบบบำนาญจะเป็นแบบประกันที่ออกมาแบบมาเพื่อวางแผนเกษียณให้กับลูกค้าโดยเฉพาะ สามารถลดหย่อนเพิ่มเติมได้อีก 200,000 บาทจากประกันชีวิตทั่วไป หรือสูงสุด 300,000 (กรณียังไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิตทั่วไป)
แต่จะลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อนำไปรวมกับส่วนการออมเพื่อการเกษียณอื่นๆที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ, กองทุน RMF, กองทุน SSF รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
เงื่อนไขของประกันบำนาญที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ คือ
- ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
- ต้องมีการจ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดแบบสม่ำเสมอ
- กำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์ในช่วงอายุตั้งแต่ 55 ถึง 85 ปีหรือมากกว่านั้น
- ต้องจ่ายเบี้ยประกันครบก่อนถึงจะได้รับผลประโยชน์
ประกันสุขภาพ
สำหรับการทำประกันสุขภาพเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีได้นั้นจะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ
- เบี้ยประกันสุขภาพที่ทำให้ตัวเอง สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามจริงไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตแบบทั่วไปแล้วจะต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- เบี้ยประกันสุขภาพที่ทำให้พ่อแม่ ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งจะมีเงื่อนไขคือ ต้องเป็นบุตรตามกฏหมาย (ไม่รวมบุตรบุญธรรม) พ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี